สิ่งแวดล้อม

ปัญหาสิ่งแวดล้อมเป็นประเด็นร้อนที่ทุกคนกำลังพูดถึง นักวิชาการ นักอนุรักษ์ NGO ชาวบ้านบอกว่าโรงงานเป็นผู้ทำลายสิ่งแวดล้อม ต้องควบคุมดูแลให้เข้มงวด โรงงานเก่าห้ามขยาย โรงงานใหม่ห้ามสร้าง (บางคนบอกว่าสร้างก็ได้แต่อย่ามาสร้างแถวบ้านฉัน) ผู้ประกอบการแบ่งเป็นสองกลุ่ม กลุ่มหนึ่งอยู่เฉยๆ พูดมากเดี๋ยวเจ็บตัวเพราะดำเนินการโดยไม่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม อีกกลุ่มหนึ่งเป็นผู้ประกอบการที่ดี เอาใจใส่ควบคุมดูแลของเสีย (น้ำทิ้ง ไอเสีย ขยะ) ที่ระบายออกจากโรงงานให้มีคุณภาพ และ ปริมาณอยู่ในมาตรฐานกำหนด ทั้งยังพยายามช่วยปรับปรุงสิ่งแวดล้อมให้ดีขึ้น พยายามชี้แจงทำความเข้าใจ ฝ่ายรัฐบาลนั้นสองจิตสองใจ ใจหนึ่งต้องการทำให้อุตสาหกรรมเจริญเติบโตเพื่อรองรับแรงงานที่เพิ่มขึ้นทุกปี นอกจากนี้เงินสนับสนุนพรรคที่เป็นกอบเป็นกำก็มาจากภาคธุรกิจอุตสาหกรรม แต่อีกใจหนึ่งเกรงจะเสียคะแนนเสียงถ้าสนับสนุนฝ่ายอุตสาหกรรมมากเกินไป จึงเป็นเรื่องที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออก

เรื่องสิ่งแวดล้อมนี้มีความจริงอย่างหนึ่งที่ไม่ค่อยมีใครพูดถึงคือ มนุษย์ดำรงชีวิตอยู่ได้ด้วยการบริโภค ขั้นต่ำที่สุดก็ต้องมีปัจจัยสี่ (อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ยารักษาโรค และ ที่อยู่อาศัย) ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นผลิตภัณฑ์ที่ออกจากแหล่งผลิตที่มนุษย์กล่าวหาว่าเป็นตัวการทำลายสิ่งแวดล้อมทั้งสิ้น เมื่อบริโภคแล้วมนุษย์ยังปล่อยของเสียออกมาทำลายสิ่งแวดล้อมอีก ไม่ว่าจะเป็นของเสียจากการขับถ่าย ไอเสียจากรถยนต์ ขยะสารพัดชนิด ฯลฯ มนุษย์จึงดำรงชีวิตอยู่ด้วยการทำลายสิ่งแวดล้อม (แม้สิ้นลมหายใจแล้วยังคงทำลายต่อไปอีกระยะหนึ่ง) ใครจะมีส่วนมากน้อยแค่ไหนก็ขึ้นอยู่กับปริมาณที่บริโภค บริโภคมากก็ทำลายมาก บริโภคน้อยก็ทำลายน้อย

ดังนั้นการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมจึงเป็นภาระหน้าที่ และ ความรับผิดชอบของทุกคน วิธีง่ายๆไม่ซับซ้อน และ ไม่ต้องใช้เทคโนโลยีใดๆที่ใครๆก็ทำได้คือการลดปริมาณการบริโภค โดยเริ่มต้นตัดส่วนเกินก่อน เช่น เลิกการกินทิ้งกินขว้าง เลิกใช้สิ่งของฟุ่มเฟือยที่ไม่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต เลิกเสพสิ่งที่เป็นพิษเป็นภัยต่อสุขภาพ เช่น สุรา บุหรี่ ฯลฯ เลิกกิจกรรมที่ไม่จำเป็น เช่น การเที่ยวกลางคืน ในขณะเดียวกันสิ่งที่จำเป็นต้องใช้ก็ขอให้ใช้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น การประหยัดพลังงานด้วยวิธีการต่างๆตามที่กระทรวงพลังงาน หรือ หน่วยงานอื่นๆแนะนำ อะไรๆที่ใช้แล้วยังใช้ได้อีกก็ให้นำกลับมาใช้ใหม่ (Reuse) นอกจากนี้เวลาจะซื้อสินค้าก็ให้เลือกซื้อจากโรงงานที่ได้รับรองมาตรฐานต่างๆ เช่น มาตรฐานคุณภาพ (ISO 9001) มาตรฐานความปลอดภัย อาชีวอนามัย และ สิ่งแวดล้อม (มอก 18001) มาตรฐานสิ่งแวดล้อม (ISO 14001) เป็นต้น

หน่วยงานรัฐบาล สถาบันการเมือง สถาบันการศึกษา วัด โรงเรียน นักวิชาการ ผู้นำในสังคม NGO ฯลฯ ล้วนแล้วแต่ต้องช่วยกันทั้งนั้น เช่น ช่วยรณรงค์ให้ทุกคนลดการบริโภค และ บริโภคอย่างฉลาด โดยประพฤติปฏิบัติให้เป็นตัวอย่างด้วย รวมถึงช่วยกันควบคุมดูแลโรงงานให้การผลิตเป็นไปตามมาตรฐานต่างๆอย่างเคร่งคัด

ถ้าทุกคนพร้อมใจกันทำได้ตามที่กล่าวจะเกิดสมดุลใหม่ระหว่างอุปสงค์ กับ อุปทาน อัตราการขยายตัวของโรงงานจะลดลง โรงงานจะแข่งขันกันดูแลสิ่งแวดล้อม เกิดการวิจัย และ พัฒนาเพื่อค้นหากระบวนการใหม่ๆที่ใช้ทรัพยากรน้อยลงในการผลิตสินค้า การศึกษาจะเน้นเรื่องเทคโนโลยีขั้นสูงมากขึ้น คนหนุ่มคนสาวจากภาคเกษตรจะเข้าสู่โรงงานน้อยลงเพราะโรงงานจะใช้แรงงานน้อยลง เขา และ เธอเหล่านี้จะหันกลับไปให้ความสนใจแผ่นดินเกิดมากขึ้น รัฐบาลจึงต้องให้ความสำคัญกับภาคการเกษตรเพื่อเป็นแหล่งงานให้กับคนในชนบท แม้ว่าจะไม่ทำให้ GDP โตมาก หรือ โตเร็ว แต่มีปัจจัยพื้นฐานในการดำรงชีวิตครบถ้วน และ สิ่งแวดล้อมไม่ถูกทำลาย

3 Responses to “สิ่งแวดล้อม”

  1. krutukta Says:

    มันต้องไม่ใช่ไม่ใช้เลย..แต่เป็นการใช้อย่างฉลาดและคุ้มค่า..ก็จะทำให้มันหมดไปช้าหน่อย ..และเกิดของใหม่มาทันสิ่งที่ใช้ไป.. นี่มันก็อุดมคติ แต่หนูคิดว่า ดีกว่าไม่คิดและไม่ทำอะไรเลย..และเริ่มได้ง่ายๆ ที่ตัวเราเอง บ้านของเราเอง การจัดการขยะของตัวเอง.. คนอื่นเห็นดี ..ก็จะทำตาม ..

    Peter Senge เคยบอกว่า ในอุตสาหกรรม เรามักจะคิดว่าจะวิ่งอย่างไรให้เร็วกว่าเดิม.. แต่คำถามคือ จะวิ่งเร็วไปทำไม ในเมื่อข้างหน้ามันไม่มี Track ให้วิ่งอีกต่อไปแล้ว..ไม่มีทรัพยากรให้ใช้อีกแล้ว ..จะรีบ จะเร่ง จะเพิ่มกำลังการผลิตกันไปเพื่ออะไร.. หนูชอบคำถามนี้มากๆ เลยค่ะ (คิดว่าอยู่ในหนังสือ Presence ค่ะคุณลุง ชอบมากๆ เลยค่ะ)

    อยากให้คุณลุงแสดงความคิดเห็นเรื่อง การตลาด Marketing นี่แหล่ะค่ะ ..เดี๋ยวนี้สังคมเป็นทาสการตลาด แต่จริงๆ แล้วการตลาดก็ดี เป็นการสื่อสาร เป็นการ educate สังคม .. แต่ขีดกลาง ทางสายกลางของมันคืออะไร? ทำการตลาดอย่างไรให้มีคุณธรรม? เป็นคำถามที่หนูยังไม่ได้หาคำตอบและอยากรู้มากๆ เลยค่ะ..😀 ถ้าคุณลุงพอมีเวลา..

  2. payont Says:

    สวัสดีคุณครู วิชาการตลาดก็เหมือนวิชาอื่นๆคือเป็นกลาง ดี หรือ ไม่ดีอยู่ที่การนำไปใช้ ถ้านำไปใช้ในทางที่ดีก็เป็นวิชาเทพ นำไปใช้ในทางที่ไม่ดีก็เป็นวิชามาร โดยเฉพาะในส่วนของ Promotion พระพุทธเจ้าบอกว่าให้มีสัมมาวาจา (พูดถูกต้อง) ไม่ว่าจะพูดกันซึ่งหน้า หรือ พูดผ่านสื่อต่างๆ (สื่อสาร) ให้พูดสุภาพ พูดความจริงไม่โกหกหลอกลวง พูดเป็นประโยชน์ ไม่พูดให้ร้ายผู้อื่น ไม่พูดเพ้อเจ้อ ฯลฯ จะเห็นว่าสัมมาวาจาช่วยให้การตลาดมีคุณธรรมได้ตั้งเยอะ

    บางคน Promote ตัวเองบอกว่าสามารถแก้ปัญหาจราจรในกรุงเทพได้ภายในหกเดือน หรือ สามารถแก้ปัญหาเศรษฐกิจได้ภายในหกเดือน อย่างนี้เป็นวิชามาร ให้ระวังอย่าไปหลงคารม

  3. krutukta Says:

    ขอบคุณค่ะคุณลุง.. จำง่ายดีด้วยค่ะ เอาไว้เตือนใจตัวเอง..สัมมาวาจา..😀

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s


%d bloggers like this: