ในโลกแห่งความเป็นจริง (6) – อยู่ใกล้เกลือใยไม่กินเกลือ

ประเทศไทยได้ชื่อว่าเป็นเมืองพุทธ เพราะคนไทยส่วนใหญ่นับถือพุทธศาสนา แต่พุทธศาสนิกชนจำนวนมากให้ความสำคัญกับ “เปลือก” มากกว่า “แก่น” ของศาสนา เน้นพิธีกรรม การปลุกเสกเครื่องรางของขลัง อิทธิปาฏิหาริย์ ไม่เน้นหลักธรรมคำสอนของพระบรมศาสดา แถมบางวัดสร้างรูปเคารพของเทพเจ้าในศาสนาอื่นให้กราบไหว้แข่งกับพระพุทธรูปด้วย

ชาวพุทธจำนวนมากทำตัวห่างเหินจากแก่นของพุทธศาสนา ไม่ใส่ใจพิจารณาให้รู้แจ้งเห็นจริงในหลักธรรมคำสอนขององค์พระศาสดาด้วยเข้าใจผิดว่าไม่ใช่เรื่องของผู้ครองเรือน ถ้าสนใจมากก็เกรงจะถูกกล่าวหาว่าเป็นคนคร่ำครึไม่ทันสมัย ผู้บริหารก็เมินเพราะคิดไม่ออกว่า “มรรค” จะมาเกี่ยวข้องกับวิชาการบริหารธุรกิจที่อุตสาห์ข้ามน้ำข้ามทะเลไปร่ำเรียนถึงเมืองนอกเมืองนาได้อย่างไร ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเสียดายเพราะถ้าศึกษาให้ดีจะพบว่าทั้ง “ปัญญา ศีล สมาธิ” ล้วนแล้วแต่นำมาประยุกต์ใช้กับการบริหารธุรกิจได้ทั้งสิ้น

ศีลในไตรสิกขาประกอบด้วย “สัมมาวาจา” “สัมมากัมมันตะ” และ “สัมมาอาชีวะ” หรือ พูดให้ง่ายต่อความเข้าใจได้ว่า “พูดดี ทำดี เลี้ยงชีวีชอบ” องค์การไหนนำไปปฏิบัติก็จะเป็นองค์การที่มีความโปร่งใส มีความรับผิดชอบต่อผู้เกี่ยวข้องอย่างเสมอภาค ไม่เลือกปฏิบัติ มีคุณธรรม ประกอบกิจการที่ไม่เป็นพิษเป็นภัยต่อสังคม และ สิ่งแวดล้อม ฝรั่งว่ามี Good corporate governance (CG)

ในส่วนของปัญญานั้นพระพุทธเจ้าสอนให้มี “สัมมาสังกัปปะ” แปลว่า ดำริ หรือ มีจุดมุ่งหมายชอบ อันได้แก่ความมุ่งหมายที่จะนำตัวเอง และ ผู้อื่นออกจากทุกข์ เป็นการสอนให้มีเป้าหมายในการดำรงชีวิต เป้าหมายนี้ถ้าเป็นความคาดหวังในอนาคตอันยาวไกลมันก็คือวิสัยทัศน์ หรือ Vision นั่นเอง และ การมุ่งนำผู้อื่นออกจากทุกข์เป็นการริเริ่ม (Initiative) ในการทำธุรกิจหลากหลายประเภท ตัวอย่างเช่น ความมุ่งหมายที่จะทำให้ผู้คนพ้นทุกข์จากการเจ็บไข้ได้ป่วย เป็น Initiative ของการเกิดธุรกิจผลิตยา และ เวชภัณฑ์ ธุรกิจผลิตบุคคลากรทางการแพทย์ ธุรกิจโรงพยาบาล หรือ ความมุ่งหมายที่จะทำให้คนกรุงเทพพ้นทุกข์จากการจราจรติดขัดเป็น Initiative ของการเกิดธุรกิจสื่อสาร ธุรกิจทางด่วน ธุรกิจขนส่งมวลชน

สำหรับส่วนของสมาธินั้นพระพุทธเจ้าสอนให้มี “สัมมาสติ” ที่หมายถึงระลึกได้ในสิ่งที่ไม่ควรลืม เช่น ระลึกได้ว่าดำริ (ตั้งเป้าหมาย) ไว้อย่างไร เมื่อใช้คู่กับ “สัมปชัญญะ” ที่แปลว่ารู้สึกตัว ก็จะทำให้รู้ว่า ณ. ขณะใดขณะหนึ่งอยู่ห่างจากเป้าหมายมากน้อยแค่ไหน นำไปสู่การควบคุมเพื่อให้บรรลุเป้าหมายได้ นอกจากนี้ สติ สัมปชัญญะ ยังใช้ป้องกันความผิดพลาดซ้ำซาก โดยมีสติระลึกถึงความผิดพลาดในอดีต และ สัมปชัญญะรู้สึกตัวว่ากำลังจะทำผิดเหมือนในอดีตอีกหรือไม่

สุดท้ายพระพุทธเจ้าสอนให้มี “สัมมาสมาธิ” คือไม่ฟุ้งซ่าน ไม่ฟุ้งกระจาย ตั้งใจมั่น หรือ มีจิตใจจดจ่ออยู่กับสิ่งที่ทำ จะทำอะไรก็ทำให้ได้ดีสักอย่างไม่ใช่ทำมั่วไปหมด เหมือนกับที่ฝรั่งสอนให้มี Focus โดยให้ทำในสิ่งที่ตนรู้ และ มีความชำนาญ

ที่กล่าวมาทั้งหมดจะเห็นว่าคนไทยจำนวนมาก “ใกล้เกลือกินด่าง” เพราะมีของดีอยู่ใกล้ตัวแต่ไม่ให้ความสำคัญ มีมรรคแปดคำสอนที่ประยุกต์ใช้ในการทำธุรกิจได้อย่างดีแต่ไม่มีใครสนใจ จึงเกิดคำถามที่ว่า “อยู่ใกล้เกลือใยไม่กินเกลือ” เพื่อให้หลายคนได้ฉุกคิด และ หันมาใส่ใจกับคำสอนของพระพุทธเจ้าให้มากขึ้น อาจทำให้บ้านเมืองของเราเจริญเติบโตอย่างยั่งยืนไม่ล้มลุกคลุกคลานเหมือนที่เป็นอยู่ก็ได้

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s


%d bloggers like this: