ธรรมะ กับ งาน (4) – “ปัญญา” (ต่อ)

บทความที่แล้วพูดถึงความรู้ในสัปปุริสธรรม (ส่วนหนึ่งใน “สัมมาทิฐิ”) ได้เพียงสี่ข้อ ฉบับนี้จะต่อให้จบก่อนที่จะพูดถึง “สัมมาสังกัปปะ” องค์ประกอบที่สองของมรรคต่อไป

“รู้ประมาณ” แปลว่ารู้ถึงความพอเหมาะ พอดี ซึ่งต้องเริ่มต้นด้วยรู้จักการวัด (measurement) เพราะถ้าวัดไม่ได้ก็หาความเหมาะสมไม่ได้ รู้ประมาณในการกินทำให้ไม่อ้วน และ ไม่มีโรคภัยไข้เจ็บ รู้ประมาณในการลงทุนไม่มีปัญหาเงินสดขาดมือ รู้ประมาณในการแสวงหา และ ใช้จ่ายทรัพย์ทำให้ไม่จน ไม่เบียดเบียนคนอื่น และ ตัวเอง ฯลฯ

“รู้กาล” คือรู้ว่าเวลาใดควรทำอะไร ไม่ควรทำอะไร เช่น เวลาใดควรพูด ไม่ควรพูด เวลาใดควรซื้อ ไม่ควรซื้อ หรือ เวลาใดควรขาย ไม่ควรขาย (รู้อย่างนี้เล่นหุ้นก็รวย) เรียกว่ารู้จุด หรือ ช่วงเวลาที่เหมาะสม นอกจากนี้ยังหมายถึงรู้จังหวะ ช้า เร็ว การจัดลำดับความสำคัญก่อนหลัง ตลอดจนรู้จักควบคุมให้เกิดความพร้อมเพรียงอันทำให้เกิดพลังเข้มแข็ง

“รู้ชุมชน” คือส่วนขยายของรู้คน เป็นความรู้เกี่ยวกับมวลชน วัฒนธรรม รวมถึงความรู้ในเชิงปฏิสัมพันธ์ ระหว่างคนกับชุมชน และ ชุมชนกับชุมชน จะว่ารู้สถานที่ หรือ สิ่งแวดล้อมก็ได้ ในการทำมาค้าขายอาจหมายถึงรู้ตลาด ถ้าใช้ร่วมกับรู้กาลจะทำให้เกิดพฤติกรรมที่เหมาะสม เช่น พูด หรือ ทำอย่าง “รู้กาละ เทศะ” ทำให้ดูงาม เป็นต้น

ความรู้ทั้งเจ็ดประการที่กล่าวมาทั้งหมดถ้าจัดหมวดหมู่ก็จะได้เป็นสามกลุ่มคือ รู้เหตุ รู้ผลกลุ่มหนึ่งเรียกว่า “รู้งาน” ส่วนรู้ตน รู้คนเป็นอีกกลุ่มหนึ่งเรียกว่า “รู้คน” และ สุดท้ายคือรู้ประมาณ รู้กาล รู้ชุมชนเรียกว่ารู้ “สถานการณ์” ผู้หวังความเจริญพึงแสวงหา และ ใช้ความรู้เหล่านี้ในการดำเนินชีวิต

องค์ประกอบที่สองของมรรคคือ “สัมมาสังกัปปะ” ดำริชอบ (ถูกต้อง) หรือ มุ่งมาดปรารถนาในทางที่ถูกที่ควร เช่น โครงการในพระราชดำริจัดเป็นสัมมาสังกัปปะ เพราะเป็นความมุ่งมาดปรารถนาของ “พ่อหลวง” ที่จะทำให้พสกนิกรของพระองค์มีความอยู่ดีมีสุข

ดำริชอบในทางศาสนาคือความประสงค์ที่จะพาตัวเอง รวมถึงคนอื่นๆออกจากทุกข์ ความประสงค์แบบนี้นำมาใช้ประโยชน์ในทางโลกได้มากมายอย่างไม่น่าเชื่อ เพราะเป็นพื้นฐานที่ทำให้เกิดธุรกิจ เช่น ดำริที่จะช่วยคนเจ็บไข้ได้ป่วยให้พ้นทุกข์ทำให้เกิดธุรกิจเกี่ยวกับสุขภาพอนามัยได้แก่ ธุรกิจโรงพยาบาล ธุรกิจผลิตยารักษาโรค ผลิตเครื่องมือแพทย์ ผลิตบุคลากรทางการแพทย์ ฯลฯ หรือ ดำริที่จะช่วยคนกรุงเทพฯให้พ้นทุกข์จากปัญหาจราจรติดขัดทำให้เกิดธุรกิจขนส่งมวลชน ระบบทางด่วน เป็นต้น

การดำริถ้าปรารถนาจะเห็นผลที่ชัดเจนเป็นตัวเลขวัดค่าได้ในระยะเวลาที่กำหนด เช่น ทำกำไรให้ได้เท่านั้นเท่านี้บาทภายในหนึ่งปี หรือ สร้างอาคารหลังหนึ่งให้แล้วเสร็จภายในสองปี ดำรินี้ก็คือ “เป้าหมาย” (Target) นั่นเอง แต่ถ้าทอดเวลาให้ยาวออกไปมากๆ เช่น อยากเห็นบริษัทมีความเจริญเติบโตจนมีรายได้เท่ากับครึ่งหนึ่งของงบประมาณแผ่นดินในอีกสิบปี ยี่สิบปีข้างหน้า อย่างนี้เรียกว่า “วิสัยทัศน์” (Vision)

โดยทั่วไปลูกค้าเป็นผู้ตั้งเป้าหมายเพื่อเป็นโจทย์ให้ผู้ผลิต หรือ ผู้ให้บริการหาคำตอบว่าจะบรรลุเป้าหมายได้อย่างไร (วางแผน) และ ให้ผู้ผลิต หรือ ผู้ให้บริการใช้เป็นตัวเปรียบเทียบกับผลงานที่เกิดจริง เพื่อตรวจสอบว่าประสบความสำเร็จหรือไม่

ส่วนวิสัยทัศน์นั้นโดยปรกติเป็นหน้าที่ของ “ตัวการ” (เจ้าของกิจการ) หรือ หัวหน้า “ตัวแทน” (ผู้นำฝ่ายบริหาร) ในการกำหนด และ สื่อให้สมาชิกทุกคนขององค์การได้รับรู้ และ ใช้เป็นแนวทางในการดำเนินงานอย่างพร้อมเพรียงกัน

สัมมาทิฐิ กับ สัมมาสังกัปปะ สององค์ประกอบแรกของมรรครวมกันเรียกว่า “ปัญญา” (Wisdom) พิจารณารายละเอียดของสององค์ประกอบดังกล่าวตามที่พรรณนามาจะเห็นว่า ความรู้ (Knowledge) อย่างเดียวหาใช่ปัญญาไม่ ต้องมีความเชื่อ (Value) ที่ถูกต้องเป็นแรงผลักดันให้ดำเนินไปในทิศทางที่ได้ดำริ (Vision) ไว้ดีแล้วด้วย

คำสอนเรื่อง “ปัญญา” ดังกล่าวเป็นการสอนให้คนรู้จักใช้ “สมอง” คิดในทางที่ถูกที่ควร แต่ในการดำรงชีวิตนั้นจะนั่งคิดนอนคิดอยู่อย่างเดียวคงไม่ได้ ต้องลงมือปฏิบัติด้วย จะใช้ “ร่างกาย” ให้ประพฤติดี ปฏิบัติชอบได้อย่างไร พระพุทธองค์ได้ทรงสอนไว้ในส่วนของ “ศีล” ซึ่งจะนำเสนอในตอนต่อไป

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s


%d bloggers like this: