ธรรมะ กับ งาน (6) – “ศีล” (ต่อ)

พระพุทธเจ้าสอนพุทธศาสนิกชนทั้งที่เป็นบรรพชิต (นักบวช) และ คฤหัสถ์ (ผู้ครองเรือน) ให้ประพฤติดีปฏิบัติชอบ หรือ “สัมมากัมมันตะ” ไว้ในรูปแบบของธรรมะที่หลากหลาย ในส่วนของคฤหัสถ์เรียก “คิหิปฏิบัติ” อันเป็นแนวปฏิบัติเกี่ยวกับการครองตน ครองใจ ครองคน ครองเรือน และ ครองทรัพย์ มีหลักธรรมจำนวนมากที่ชาวพุทธได้ยินได้ฟังกันเป็นประจำ เช่น สัปปุริสธรรม อิทธิบาท โลกธรรม พรหมวิหาร สังคหวัตถุ อบายมุข ฯลฯ

หลักธรรมทั้งหลายตามที่กล่าวแม้พระพุทธเจ้าสอนไว้นานกว่าสองพันห้าร้อยปีแล้ว แต่ก็ยังทันสมัยสามารถนำมาประยุกต์ใช้ในโลกยุคปัจจุบันได้เป็นอย่างดี เช่น สังคหวัตถุ (ธรรมอันเป็นเครื่องผูกใจคน) ที่ประกอบด้วย “ทาน ปิยวาจา สมานัตตตา และ อัตถะจริยา” ผู้ปฏิบัติธรรมข้อนี้จะมีแต่มิตรไม่มีศัตรู นำไปใช้ในการทำมาค้าขายก็จะมีลูกค้าไม่ขาด ถ้าปฏิบัติกันมากๆสังคมก็เป็นสุข ที่ทะเลาะเบาะแว้งกันไม่เลิกรา เป็นที่เบื่อหน่าย และ เดือดร้อนรำคาญไปทั่วทุกวันนี้ก็เพราะไม่มีสังคหวัตถุนี่แหละ

อีกตัวอย่างหนึ่งคือ “พรหมวิหาร” (ธรรมะสำหรับผู้เป็นใหญ่) ที่ประกอบด้วย “เมตตา กรุณา มุทิตา และ อุเบกขา” ผู้ปฏิบัติธรรมข้อนี้มักเป็นที่พึ่งพิงของคนอื่นๆ จึงเป็นที่รักใคร่ และ เคารพยำเกรงของคนทั่วไป เหมาะสำหรับผู้บริหาร และ ผู้นำ

นอกจากสอนธรรมะแล้วพระพุทธองค์ยังได้บัญญัติศีล หรือ ข้อห้ามมิให้คฤหัสถ์ปฏิบัติในสิ่งไม่ดีไม่งามห้าประการเรียก “นิจศีล” หรือ “ศีลห้า” ประกอบด้วยไม่ ฆ่า หรือ ทำร้าย (เบียดเบียน) ผู้อื่น ไม่เบียดบังเอาทรัพย์ที่มิใช่ของตนมาเป็นของตน ไม่ประพฤติผิดในกาม ไม่พูดปด และ ไม่ดื่มสุรา

โดยคำว่า “กาม” ให้รวมถึงยศ ทรัพย์ อำนาจ และ ชื่อเสียง (มิใช่กามารมณ์อย่างเดียว) ทำให้การได้มาซึ่งยศ และ หรือ ทรัพย์โดยวิธีทุจริต (ที่นิยมทำกันจนเป็นเรื่องเป็นราวฉาวโฉ่ในทุกยุคทุกสมัย) รวมถึงการใช้อำนาจโดยมิชอบ ฯลฯ จัดเป็นประพฤติผิดในกามด้วย

สำหรับการดื่มสุราที่อ้างว่าเพื่อสังคมบ้าง เพื่อธุรกิจบ้าง (บางส่วนว่าเพื่อสุขภาพ) ส่วนใหญ่เป็นข้อแก้ตัวเสียมากกว่า เพราะแท้จริงแล้วคนไม่ดื่มสุราเข้าสังคมได้ ทำธุรกิจก็ได้ (คนผลิต และ จำหน่ายสุราจำนวนมากไม่ดื่มสุรา) ดื่มสุราทำให้ขาดสติ (บางครั้งใจกล้าเกินเหตุ) ทำให้ประมาท ผลที่ตามมาคือการตัดสินใจที่ผิดพลาด เกิดทะเลาะวิวาท เกิดอุบัติเหตุ

บ้านเมือง และ สังคมนำเอาทั้งธรรมะ และ ศีลของพระพุทธเจ้ามาเป็นต้นแบบในการออกกฎหมาย ระเบียบ กฎ กติกา มารยาทต่างๆ เพื่อเป็นมาตรฐานให้คนในชาติ และ สมาชิกของสังคมปฏิบัติ ทำให้สามารถมีชีวิตอยู่ และ ทำงานร่วมกันได้อย่างสันติสุข การปฏิบัติตามกฎหมาย ขนบธรรมเนียม ประเพณี และ วัฒนธรรมอันดีงามของสังคมจึงจัดว่าเป็นสัมมากัมมันตะด้วย

องค์ประกอบสุดท้ายในส่วนของศีลคือ “สัมมาอาชีวะ” หมายถึงอาชีพที่ถูกกฎหมาย ไม่เบียดเบียนผู้อื่น (และ ตัวเอง) ไม่เป็นพิษเป็นภัยต่อสังคม และ ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม โดยทุกการกระทำในอาชีพเหล่านั้นต้องเป็นสัมมาวาจา และ สัมมากัมมันตะด้วย

ตลอดเวลาหลายปีที่ผ่านมามีการทุจริต คดโกงกันมากในธุรกิจต่างๆ หลายกรณีโด่งดังอื้อฉาวไปทั่วโลก ทำให้ผู้เกี่ยวข้องตระหนักถึงการควบคุมดูแลกิจการที่ดี (Good corporate governance – CG) โดยกำหนดให้มีความโปร่งใส มีวิสัยทัศน์ และ รับผิดชอบในการสร้างคุณค่าให้ทั้งกิจการ และ ผู้ถือหุ้น มีคุณธรรม รวมถึงการปฏิบัติต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอย่างเท่าเทียมกัน (ไม่เลือกปฏิบัติ) ซึ่งเป็นหลักการที่สอดคล้องกับหลักธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าในส่วนของศีล (สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ และ สัมมาอาชีวะ) นั่นเอง ดังนั้นถ้าผู้บริหารธุรกิจตระหนักถึงความสำคัญของศีล และ รักษาศีลอย่างเคร่งคัด ก็ไม่ต้องเกรงว่าจะทำผิด CG

ขอจบเรื่องศีลเพียงแค่นี้ ฉบับต่อไปจะพูดถึงสามองค์ประกอบสุดท้ายที่จัดอยู่ในกลุ่ม “สมาธิ” ได้แก่ “สัมมาวายามะ” “สัมมาสติ” และ “สัมมาสมาธิ” สนใจโปรดติดตาม

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s


%d bloggers like this: