ถูกบังคับให้ไปเยือนโรม (3) – มาดริด (ต่อ)

เมื่อคืน (10 เมษายน) ทีมมาดริดแพ้ทีมบาร์เซโลน่า ทำเอากองเชียร์ชาวมาดริดเจ้าบ้านผิดหวังไปตามๆกัน พวกเราบางคนที่แอบเชียร์มาดริดบ่นพึม ส่วนพวกบาร์เซโลน่าชอบใจ แต่สำหรับไกด์รู้หน้าที่ดีใครแพ้ใครชนะไม่สำคัญเร่งให้รีบรับประทานอาหารเช้า แล้วหิ้วกระเป๋าขึ้นรถออกท่องมาดริดต่อ เพราะมีเวลาจำกัด

สถานที่แรกสำหรับวันนี้คือ “พระราชวังหลวง” ซึ่งตั้งอยู่บนเนินเขาริมฝั่งแม่น้ำ “แมนซานาเรส” มีความสวยงาม และ โดดเด่นอยู่กลางเมือง ก่อสร้างเมื่อสองร้อยกว่าปีมาแล้วโดยสถาปนิกชาว อิตาเลียน เป็นสถาปัตยกรรมแบบ “บารอค” สำหรับเป็นที่ประทับ และ ประกอบพระราชพิธีอย่างเป็นทางการของกษัตริย์สเปน (กษัตริย์องค์ปัจจุบันมิได้ประทับที่นี่)

ลานกว้างหน้าพระราชวังมีอนุสาวรีย์ (เข้าใจว่าเป็น) พระเจ้าฟิลิเป้ที่สาม (ผู้สร้างพระราชวังแห่งนี้) ทรงม้าที่ยืนยกสองขาหน้าดูสง่างาม เรื่องลักษณะการยืนของม้าที่เห็นตามอนุสาวรีย์ต่างๆนั้น มีเรื่องเล่าว่ายกขาข้างเดียวหมายถึงผู้อยู่บนหลังม้าได้รับบาดเจ็บจากการรบ ถ้ายกสองขาอย่างในภาพนี้หมายถึงเสียชีวิตในการรบ ซึ่งผู้รู้บางท่านบอกว่าไม่จริง (ผู้ไม่รู้อย่างข้าพเจ้าเลยไม่แน่ใจว่าจริงหรือไม่)

พระราชวังนี้มีพื้นที่ทั้งสิ้นกว่าหนึ่งแสนสามหมื่นตารางเมตร (ใหญ่ที่สุดในยุโรปตะวันตก) มีห้องต่างๆมากมายกว่าสองพันแปดร้อยห้อง แต่ละห้องตกแต่งงดงาม และ เป็นที่เก็บภาพเขียนชิ้นสำคัญที่วาดโดยศิลปินในยุคนั้น รวมทั้งสิ่งของที่มีค่าต่างๆอีกมากมาย เช่น เครื่องปั้นดินเผาจากเมืองจีน (เสียดายไม่อนุญาตให้ถ่ายภาพภายในอาคาร จึงมีเฉพาะภาพภายนอกมาฝาก)

มุ่งหน้าเข้าหาวัง

ต้องจ่ายตังค์ (ค่าบัตรผ่านประตู) จึงได้เห็น

ลมพัดเย็นๆ พากันมาเดินเล่นอยู่ในวัง

ชมพระราชวังฯกันนานพอสมควรจนใกล้เวลาต้องออกจากมาดริด แต่มาถึงที่นี่ทั้งทีไม่แวะไปเยี่ยมเยียนผู้มีชื่อเสียงอีกท่านหนึ่งก็กระไรอยู่ ไกด์จึงพาพวกเราไปที่อนุสาวรีย์ “คริสโตเฟอร์ โคลัมบัส” นักเดินเรือชาวอิตาเลียน (ได้ทุนจากกษัตริย์สเปน) ผู้ค้นพบ “ทวีปอเมริกา” โดยไม่ตั้งใจเพราะต้องการไป “อินเดีย” ซึ่งอยู่ทางทิศตะวันออกของยุโรป แต่เขาทำต่างจากนักเดินเรือคนอื่นคือแทนที่จะมุ่งตะวันออกกลับมุ่งตะวันตก (ในยุคที่คนยังเชื่อว่าโลกแบน การกระทำของโคลัมบัสถือว่าเป็นการกระทำที่ท้าทายอย่างยิ่ง) ก็เลยไปพบอเมริกาเสียก่อน

โคลัมบัส “คิดต่าง” แต่ไม่ทะเลาะเบาะแว้งกับใคร ก้มหน้าก้มตาทำในสิ่งที่ตนเองเชื่อ คนรุ่นหลังโดยเฉพาะคนไทยน่าจะยึดถือเป็นเยี่ยงอย่าง จะได้ไม่ต้องพากันมาชุมนุมสร้างความเดือดร้อนให้คนอื่น

ทานอาหารกลางวันแล้วไปสถานีรถไฟ “Madrid Atocha” เพื่อขึ้นรถไฟด่วน “AVE Hi-speed train” ที่วิ่งด้วยความเร็วสูงสุดถึง 330 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ไปเมือง “บาร์เซโลน่า” ระยะทางประมาณหกร้อยกิโลเมตร ใช้เวลาวิ่งไม่ถึงสามชั่วโมง คิดถึงรถไฟไทยเมื่อไหร่จะวิ่งได้รวดเร็วเหมือนบ้านอื่นเมืองอื่นเขาเสียที ทำไมบ้านเราพัฒนาช้าเหลือเกิน การเมืองก็เหมือนกัน เปลี่ยนจากระบอบ “ราชาธิปไตย” มาเป็น “ประชาธิปไตย” ตั้งเกือบแปดสิบปีแล้วก็ยังเห็นชุมนุมเรียกร้องประชาธิปไตยกันจนถึงวันนี้ (ขึ้นรถไฟแล้วมาลงที่การเมืองได้อย่างไรนี่)

แล้วก็มาถึง “บาร์เซโลน่า” เมืองที่ครั้งหนึ่ง (สมัยยังเป็นหนุ่ม) เคยมาอาศัยพักนอนหนึ่งคืนก่อนขึ้นเครื่องกลับกรุงเทพฯ หลังจากไปดูโรงงานปิโตรเคมีที่เมืองทาราโกน่า

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s


%d bloggers like this: