GDP ชาวบ้าน (3) – ดัชนีชี้วัดความสุข

เปิดประเด็น GNH ไว้ในบทความก่อนหน้าเพื่อชี้ให้เห็นถึงความห่วงใยของผู้หลักผู้ใหญ่ซึ่งเป็นที่เคารพนับถือของคนในบ้านเมือง รวมถึงนักวิชาการที่ว่า จี ดี พี ไม่ทำให้คนมีความสุขได้ หรือ ตัวเลข จี ดี พี ไม่ใช่ตัวแทนความสุขของปวงชน หรือ ความมั่งคั่งไม่จำเป็นต้องนำความสุขมาให้เสมอไป ซึ่งก็ถูกของท่าน แต่ถ้าลองพิจารณาองค์ประกอบ จี ดี พี ให้ดีอาจไม่ต้องไปแสวงหาตัววัดอื่นก็ได้  

ในเมื่อ จี ดี พี เป็นผลรวมค่าใช้จ่ายของผู้บริโภคภาคส่วนต่างๆได้แก่ ประชาชน นักลงทุน รัฐบาล และ ผู้บริโภคนอกประเทศ ตัวเลข จี ดี พี ยิ่งสูงแสดงว่าผู้บริโภคเหล่านั้นใช้จ่ายมาก เมื่อประชาชนใช้จ่ายมาก เขาย่อมมีความสุขมาก เพราะ “การได้จับจ่ายทรัพย์เพื่อบริโภคเป็นความสุขอย่างหนึ่งของผู้ครองเรือน” (ตามคำสอนของพระพุทธเจ้าเรื่องความสุขของผู้ครองเรือนสี่ประการ)     

เหตุไฉนได้จับจ่ายทรัพย์แล้วไม่มีความสุข คำตอบอยู่ที่คนจำนวนมากไม่ค่อยมีทรัพย์เนื่องจากรายได้น้อย (ค่าจ้างแรงงานราคาถูก ผลิตผลการเกษตรราคาถูก) ทรัพย์ที่นำมาจับจ่ายใช้สอยส่วนหนึ่งจึงเป็นทรัพย์ที่กู้ยืมมา (เป็นหนี้) ตอนจ่ายก็เป็นสุขดี แต่ตอนชำระหนี้ความสุขหายไป 

ดังนั้นจะทำ จี ดี พี ให้เป็นตัวแทนความสุขของปวงชนก็เพียง “ทำให้พวกเขามีอำนาจการซื้อมากขึ้นโดยไม่ต้องเป็นหนี้” แปลว่าต้อง “กระจายรายได้” ไม่ให้รวยกระจุก จนกระจายอย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งเป็นเรื่องพูดง่ายแต่ทำยาก ได้ยินใครต่อใครพูดถึงเรื่องกระจายรายได้นี้มานานแล้ว โดยเฉพาะนักการเมืองชอบพูดนักเวลาหาเสียง แต่ยิ่งพูดช่องว่างระหว่างคนรวย กับ คนจนก็ยิ่งกว้างขึ้น 

การกระจายรายได้เป็นเรื่องใหญ่ระดับโครงสร้าง ไม่ว่าจะเป็นโครงสร้างค่าตอบแทนการทำงาน โครงสร้างการศึกษา โครงสร้างต้นทุน และ ราคาสินค้า รวมถึงโครงสร้างสังคม ซึ่งเกี่ยวเนื่องสัมพันธ์กันเป็นสายโซ่ เช่น มีการพูดกันถึงการจ่ายค่าจ้างตามผลงาน แต่เอาเข้าจริงยังยึดติดกับระดับการศึกษา เป็นผลให้ทุกคนต่างแสวงหาปริญญากันอย่างขะมักเขม้น โดยไม่สนใจว่าเป็นสาขาวิชาใด สถาบันการศึกษาก็ตอบสนองความต้องการนี้ด้วยการเปิดสอนระดับอุดมศึกษากันอย่างกว้างขวางจนเกิดความห่วงใยเกี่ยวกับคุณภาพตามมา รวมถึงปรากฏการณ์ “ที่เรียนมาไม่ค่อยได้ใช้ (ให้คุ้มค่า) ที่ต้องการใช้ไม่ค่อยมีคนเรียนคนสอน” (เกิดความสูญเปล่าทางการศึกษาเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งปัญหา) 

สรุปว่าไม่ใช่แค่พูด แต่ต้องลงมือทำอย่างจริงจัง และ จริงใจ โดยทุกภาคส่วนไม่ว่าจะเป็นฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายนายจ้าง นักวิชาการ ฯลฯ ตัวอย่างกรณีผู้ใช้แรงงาน กฎ กติกาต่างๆเพื่อคุ้มครอง และ ป้องกันการเอารัดเอาเปรียบผู้ใช้แรงงานมีไว้เพื่อปฏิบัติตาม ไม่ใช่มีไว้ให้หลีกเลี่ยง การใช้ระบบ Out sourcing อาจทำให้ผู้ประกอบการลดค่าใช้จ่าย และ ความยุ่งยากในการบริหารจัดการทรัพยากรมนุษย์ลงได้ แต่ค่าตอบแทนที่แรงงานได้รับน้อยลงเพราะต้องแบ่งส่วนหนึ่งเป็นค่าบริหารจัดการของนายหน้า ความหวังที่จะลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพ จะเป็นไปได้อย่างไรถ้าคนทำงานได้รับค่าจ้างไม่พอยาไส้ จะเป็นไปได้อย่างไรถ้าคนทำงานอย่างไม่เป็นสุข จะคิดเอาแต่กำไรมากเข้าว่าโดยไม่คำนึงถึงความเป็นอยู่ของลูกจ้าง ก็จะมีเรื่องจุกจิกกวนใจให้แก้ไขไม่รู้จบสิ้น หาความสงบสุขไม่ได้ 

ที่สำคัญเหนืออื่นใดคือตัวประชาชนผู้บริโภคเองไม่ว่าจะยากดีมีจน ถ้าไม่รู้จักคำว่า “พอ” ก็หาความสุขไม่ได้ คนจนจำนวนไม่น้อยรู้จักกิน รู้จักใช้ รู้ว่าอนาคตไม่แน่นอนจึงไม่นำเงินอนาคต (เงินกู้) มาใช้ (โดยไม่จำเป็น) พวกเขามีความเป็นอยู่อย่าง “สมถะ” ใช้ชีวิตอย่างสงบสุข ไม่เดือดร้อนอะไร ในทางตรงข้ามคนจำนวนมากใช้เงินเกินตัว หลายคนตกเป็น “ทาสเทคโนโลยี” มีอะไรออกใหม่เป็นอดใจไม่ได้ต้องซื้อหามาไว้ใช้ ทั้งๆที่ไม่จำเป็น แถมราคาแพง บางคนถูกค่อนแคะว่าเป็นพวก “รายได้ต่ำ แต่รสนิยมสูง” ใช้สินค้า Brand name ราคาแพง ทั้งๆที่รายได้น้อย 

ความไม่รู้จักพอนี้มิใช่เกิดขึ้น และ สร้างความทุกข์ร้อนให้เฉพาะกับคนจนเท่านั้น มหาเศรษฐีมีเงินถุงเงินถังบางคนที่หยุด “ความอยาก” ไม่ได้ รวยแล้วยังโกง ทำให้มีชีวิตอยู่อย่างทุกข์ร้อนทุรนทุราย ไร้ความสุข ทั้งยังทำให้คนอื่นเป็นทุกข์เป็นร้อนไปด้วย 

เขียนเสียยืดยาวก็เพื่อจะชี้ให้เห็นว่า จี ดี พี ที่ใช้อยู่ทุกวันนี้เป็นดัชนีชี้วัดความสุขของคนในชาติได้ เพียงแต่ดูแลการกระจายรายได้ให้ดี ให้ประชาชนส่วนใหญ่ได้มีโอกาสจับจ่ายใช้สอยโดยไม่ต้องกู้หนี้ยืมสิน (มากเกินไป) ส่งเสริมให้คนประพฤติปฏิบัติตนอยู่ในศีลในธรรม แทนการส่งเสริมให้ฟุ้งเฟ้อฟุ่มเฟือย หรือ หมกมุ่นอยู่กับอบายมุข ทำดังนี้ได้ จี ดี พี จะค่อยๆโตอย่างมีเหตุมีผล (ไม่น้อยเกินไปจนฝืดเคือง หรือ ไม่มากเกินไปจนเกิดฟองสบู่) และ คนในชาติเป็นสุข

3 Responses to “GDP ชาวบ้าน (3) – ดัชนีชี้วัดความสุข”

  1. KM Says:

    เป็นบทความที่ให้ความรู้ที่ดี โดยความรู้ที่เขียนมาจากความคิดที่ตกผลึกจริง ๆ เยี่ยมครับ จากบทความที่เขียนสรุปด้านล่างมีโจทย์ใหญ่และยากที่จะทำให้สำเร็จซึ่งต้องใช้เวลา คือ

    1. การกระจายรายได้ให้คนจน หรือผู้มีรายได้น้อยสามารถเข้าถึงโอกาสมีรายได้มากขึ้น

    2. ทำอย่างไรคนที่รวยมาก ๆ ๆ ช่วยสังคมให้มากขึ้น อย่าง บิลเกตส์ หรือ Warrant Buffet

  2. payont Says:

    ขอบคุณครับ
    ตอนหน้ามี “คาถาแก้จน” มาฝาก
    โปรดติดตาม

  3. AM Says:

    อ่านบทความของท่านแล้ว ให้พลันนึกผวนคำ
    คำว่า “GDP” นั้น ยุคนี้ น่าจะเรียกว่า “PDG” = “พอ ดี จน”
    เพราะคนที่เรียกตัวเองว่าจนนั้น ไม่ต้องทำงาน ก้อมีสตางค์ แค่ตั้งหน้าตั้งตานั่งเชียร์อยู่หน้าเวทีราช……. ฝนตก แดดออก ร้อนตับแตก ไม่สนใจ….
    “คนจนผู้ยิ่งใหญ่” ยุคนี้ สงสัยไม่มีแล้วอ่ะค่ะ….มีแต่คนรวยผู้ยิ่งใหญ่…..

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s


%d bloggers like this: