GDP ชาวบ้าน (4) – คาถาแก้จน

จี ดี พี ใช้ชี้วัดความสุขของคนในชาติได้ก็ต่อเมื่อคนส่วนใหญ่ต้องไม่ยากจน อันจะทำให้พวกเขาสามารถจับจ่ายใช้สอยทรัพย์เพื่อการบริโภคได้อย่างเท่าเทียมกัน โดยไม่ต้องกู้หนี้ยืมสิน (ถ้าไม่จำเป็น) แม้หน้าที่หลักของรัฐบาลคือสร้างความมั่งคั่งให้ประเทศชาติ และ ประชาชน แต่ถ้าใครจะรอรัฐบาลคงแห้งเหี่ยวตายไปเสียก่อน เพราะเห็นสร้างกันมานานแล้ว ไม่รู้ทำอีท่าไหน ยิ่งสร้างคนรวยยิ่งรวยขึ้น คนจนยิ่งจนลง การพึ่งพาตนเองจึงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เพื่อขจัดความยากจนให้หมดไปด้วยตนเองสาธุชนทั้งหลายพึงประพฤติปฏิบัติตนตามคำสอนเรื่อง “ทิฎฐธัมมิกัตถะ” ของพระพุทธเจ้า ที่ประกอบด้วยหลักปฏิบัติสี่ประการดังต่อไปนี้  

ประการแรกให้หมั่นหาทรัพย์ (อุฎฐานสัมปทา) ไม่ว่าจะประกอบกิจการใดให้ทำด้วยความขยันหมั่นเพียร ไม่เกียจคร้าน ทำตัวให้ห่างไกลสี่ “อย่า” อันได้แก่ “อย่านอนตื่นสาย อย่าอายทำกิน อย่าหมิ่นเงินน้อย และ อย่าคอยวาสนา” คำว่าทรัพย์มิได้หมายเพียงเงินทองของมีค่าเท่านั้น แต่หมายรวมถึงสติปัญญา ช่องทางทำมาหากิน เครือข่ายทางการงาน และ สังคม ฯลฯ ด้วย ดังนั้นการหมั่นหาทรัพย์จึงหมายรวมถึงการอ่าน ดู ฟัง ฝึกอบรม สนทนา และ ร่วมกิจกรรมต่างๆกับคนอื่นเพื่อให้เกิดสติปัญญา เห็นช่องทางทำมาหากิน และ โอกาสเข้าร่วมเครือข่ายต่างๆ     

การค้นหาช่องทางทำกินแบบง่ายๆตรงไปตรงมา โดยไม่ต้องไปปรึกษาเจ้าพ่อการตลาดที่ไหนก็คือดูว่าใครมีทุกข์ หรือ ปัญหาอะไรบ้าง พบแล้วก็หาวิธีแก้ไขให้เขา ถ้าใครที่ว่านั้นมีจำนวนมาก สิ่งที่ค้นพบเรียกว่า “ตลาด” วิธีการแก้ไขปัญหาเป็น “สินค้า” ของเรา ธุรกิจต่างๆเกิดจากหลักการนี้ทั้งนั้น เช่น เพื่อแก้ทุกข์ให้กับคนเจ็บไข้ได้ป่วยทำให้เกิดธุรกิจผลิตยารักษาโรค เครื่องมือ และ วัสดุทางการแพทย์ บุคลากรทางการแพทย์ โรงพยาบาล ฯลฯ หรือ เพื่อแก้ปัญหาจราจรติดขัดให้คนกรุงเทพฯทำให้เกิดธุรกิจทางด่วน รถไฟฟ้าเหนือดิน ใต้ดิน รวมถึงธุรกิจเกี่ยวกับการสื่อสารต่างๆ เป็นต้น   

ประการที่สองให้รู้จักรักษาทรัพย์ที่หามาได้ (อารักขสัมปทา) โดยพิจารณาเป็นสองนัยได้แก่ “เก็บสะสม” อย่างหนึ่ง กับ “บำรุงรักษา” อีกอย่างหนึ่ง ด้วยอนาคตเป็นสิ่งไม่แน่ไม่นอน ที่เคยซื้อง่ายขายคล่องอาจฝืดเคืองขึ้นมาเมื่อไหร่ก็ได้ และ เมื่อยามนั้นมาถึงทรัพย์ที่เก็บสะสมไว้จะเป็นตัวช่วยไม่ให้อับจน ทั้งนี้ต้องไม่เก็บเสียจนปัจจุบันไม่ได้ใช้ เพราะเข้าข่ายเบียดเบียนตัวเอง     

ในส่วนบำรุงรักษานั้นเป็นความพยายามที่จะไม่ให้ทรัพย์เสื่อมสภาพไปตามการใช้งาน หรือ ตามกาลเวลา เพื่อยืดอายุการใช้ประโยชน์จากทรัพย์ เช่น การซ่อมบำรุงของใช้ เครื่องจักร อุปกรณ์ ให้อยู่ในสภาพที่ใช้งานได้ตลอดเวลา การดูแลรักษาช่องทางจัดจำหน่ายให้สามารถรองรับสินค้าได้ในทุกสถานการณ์ การรักษาภาพลักษณ์ให้ได้รับความเชื่อถือ ไว้วางใจจากลูกค้า หรือ สังคมอย่างไม่เสื่อมคลาย ฯลฯ    

ทรัพย์ที่รักษาไว้ควรทำให้งอกเงยขึ้นด้วยการนำบางส่วนไปสนับสนุนความหมั่นในการหาทรัพย์ (หลักปฏิบัติประการแรก) เช่น นำไปใช้เพื่อการลงทุน หรือ สร้างมูลค่าเพิ่ม เป็นการใช้ทรัพย์ให้ทำงานแทนตน ทั้งนี้ต้องระมัดระวังเรื่องความเสี่ยงด้วย โดยต้องระลึกไว้เสมอว่า “โลภมากลาภหาย” เพราะการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนมากย่อมมีความเป็นไปได้ (เสี่ยง) สูงที่จะสูญเสียเช่นกัน นอกจากนี้ต้องไม่ลืมที่จะแบ่งบางส่วนไปช่วยเหลือสังคมบ้าง เช่น ทำบุญ บริจาคทาน ฯลฯ โดยไม่หวังผลตอบแทน อันเป็นการยกระดับจิตใจให้สูงขึ้น 

รู้จักหา รู้จักเก็บรักษา สองประการที่กล่าวมานี้ก็พอจะมองเห็นลางๆแล้วว่าสามารถทำให้หลุดพ้นจากความยากจนได้ และ เพื่อเป็นหลักประกันว่าจะไม่จนแน่ๆก็ต้องปฏิบัติให้ครบทั้งสี่ประการ อีกสองประการที่เหลือมีอะไรบ้าง และ ทั้งหมดจะกลายเป็น “คาถาแก้จน” ได้อย่างไร คงต้องเก็บไว้ว่ากันต่อตอนหน้า

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s


%d bloggers like this: