GDP ชาวบ้าน (7) – บัญชี (ต่อ)

บัญชีที่ใช้ในการดำเนินชีวิตมิได้มีเพียง “บัญชีกำไรขาดทุน” ตามที่กล่าวในบทความที่แล้วเท่านั้น ยังมีอีกบัญชีหนึ่งที่ใช้ควบคู่กันเรียกว่า “บัญชีงบดุล” เหตุที่ต้องใช้คู่กันเพราะตัวเลขในสองบัญชีเกี่ยวโยงกัน การเปลี่ยนแปลงที่บัญชีหนึ่งจะกระทบยอดในอีกบัญชีหนึ่งด้วย

บัญชีงบดุลมีข้อมูลสำคัญที่ต้องบันทึกสามรายการทำนองเดียวกับบัญชีกำไรขาดทุน เริ่มด้วยบรรทัดแรกเป็นมูลค่ารวมของ “ทรัพย์” ทั้งหมดที่มี ตามด้วยบรรทัดที่สองเป็นจำนวน “หนี้” ที่กู้ยืมมาจากผู้อื่น รวมถึง “ภาระผูกพัน” ต่างๆที่ต้องชดใช้ และ บรรทัดที่สามเป็นผลลัพธ์จากการเอาบรรทัดที่สองไปลบบรรทัดที่หนึ่ง ตัวเลขในบรรทัดสุดท้ายนี้แสดง “ฐานะแท้จริง” ของเจ้าของบัญชี ณ.เวลาใดเวลาหนึ่ง (พวกที่มีหนี้สินล้นพ้นตัวก็คือมีฐานะแท้จริงเป็นลบนั่นเอง)  

คำว่าทรัพย์ในบรรทัดแรกคนทั่วไปเข้าใจว่าเป็นแค่เงินทอง ข้าวของเครื่องใช้ เครื่องประดับ ยานพาหนะ เครื่องมือ อุปกรณ์ทำมาหากิน บ้าน ที่ดิน ฯลฯ ตามที่เห็นๆกันอยู่เท่านั้น แท้จริงแล้วยังมีทรัพย์อีกประเภทหนึ่งที่ประกอบด้วย สติปัญญา ความรู้ความสามารถ ความเป็นผู้นำ เครือข่ายทางสังคม และ การงาน รวมถึง สุขภาพ อันเป็นคุณสมบัติประจำตัวของแต่ละบุคคลด้วย เรียกรวมๆว่า Human capital จัดเป็นส่วนหนึ่งของสินทรัพย์ไร้สภาพ (มองไม่เห็น จับต้องไม่ได้)  

คนใช้ Human capital ประกอบกับทรัพย์อื่นๆสร้างรายรับ (ที่บันทึกในบรรทัดแรกของบัญชีกำไรขาดทุน) แต่เพราะความเป็นสินทรัพย์ไร้สภาพจึงมักถูกลืม ทำให้การเกิดขึ้นของรายรับดูเหมือนไม่มีต้นทุนส่วนนี้ ผลคือกำไร (Bottom line) สูงเกินความจริง นำไปสู่การคิดราคาสินค้าอย่างไม่ถูกต้อง (ต่ำเกินไป) ละเลยการควบคุมต้นทุนอื่นๆ (ด้วยเห็นว่าต้นทุนรวมต่ำอยู่แล้ว) นอกจากนี้เมื่อถูกลืมก็จะขาดการพัฒนา และ ดูแลรักษา ทำให้ด้อยค่า และ เสื่อมสภาพเร็วเกินควร  

ในส่วนของหนี้ (บรรทัดที่สองในงบดุล) นั้น มองในแง่ดีก็คือตัวช่วยทำให้ความฝันเป็นจริง เช่น อยากมีบ้าน มีรถยนต์ หรือ สินค้าทุน (เครื่องมือทำมาหากิน) ฯลฯ แต่เงินของตัวเองไม่พอ ถ้าไม่กู้หนี้ยืมสินโอกาสที่จะมีสิ่งเหล่านั้นก็คงยาก ในแง่เสียก็คือเป็นภาระ เพราะต้องจ่ายดอกเบี้ย (รายจ่ายที่ต้องบันทึกในบรรทัดที่สองของบัญชีกำไรขาดทุน) และ ต้องคืนเงินต้นในเวลาที่กำหนด ถ้าบริหารจัดการไม่ดีรายรับไม่พอจ่าย ทำให้เงินสดขาดมือ ซึ่งจะมีปัญหาอื่นๆตามมา    

ข้อควรระวังในการเป็นหนี้คือ ไม่ว่าจะกู้มาทำอะไรก็ตาม ให้ระลึกถึงความสามารถในการชำระหนี้ (เงินต้น และ ดอกเบี้ย) ไว้เสมอ โดยการควบคุมไม่ให้อัตราส่วนระหว่างตัวเลขในบรรทัดที่สอง กับ บรรทัดที่สามในงบดุล หรือ ที่เรียกว่าอัตราส่วน “หนี้สินต่อทุน” สูงเกินไป  

บรรทัดที่สามสุดท้ายที่แสดงฐานะแท้จริงนั้น จะเปลี่ยนแปลงไปตามผลการดำเนินงาน ถ้าทำงานแล้วรายรับมากกว่ารายจ่าย (Bottom line ในบัญชีกำไรขาดทุนเป็นบวก) ตัวเลขใน Bottom line จะไปกระทบยอดทำให้ทรัพย์โดยรวมในงบดุล (บรรทัดแรก) มากขึ้น และ ตัวเลขในบรรทัดที่สามมากขึ้นด้วย (มีฐานะดีขึ้น) ตรงกันข้ามถ้าทำงานแล้วรายรับน้อยกว่ารายจ่าย หรือ ขาดทุน สุดท้ายจะทำให้ฐานะต่ำลง  

ที่พรรณนามาทั้งหมดไม่ได้ประสงค์จะสอนวิชาบัญชี (เกินความสามารถ) เพียงให้มีความตระหนักว่าตัวเราเองเป็นแหล่งของทรัพย์สำคัญ ที่ต้องพัฒนา และ ดูแลรักษาอย่างดี เพื่อให้ทรัพย์นี้สร้างรายรับได้ยาวนาน โดยแบ่งสันปันส่วนค่าใช้จ่ายให้กับการศึกษาอบรม ซื้อหนังสือดีๆ กิจกรรมเพื่อสุขภาพ (ทั้งร่างกาย และ จิตใจ) ฯลฯ  

และ อีกประการหนึ่งในการกู้หนี้ยืมสินนั้นต้องเป็นไปด้วยความระมัดระวัง จะกู้มาทำอะไรก็ขอให้มีอัตราผลตอบแทนเกินอัตราดอกเบี้ย

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s


%d bloggers like this: