ทำบุญ

บทความที่แล้วบรรยายเกี่ยวกับวัดชลประทานรังสฤษฏ์เพลินไปหน่อย เลยไม่ได้พูดถึงเรื่องปาฐกถาธรรมของท่านเจ้าคุณ พระธรรมวิมลโมลี เจ้าอาวาสองค์ปัจจุบัน  

วันนั้นท่านเจ้าอาวาสได้บรรยายถึงการทำบุญว่ามีตั้งสิบวิธี เรียกว่า “บุญกิริยาวัตถุสิบ” เริ่มต้นด้วยการให้ทาน ตามด้วยการรักษาศีล ภาวนา อ่อนน้อมถ่อมตนต่อผู้ใหญ่ ขวนขวายในกิจการที่ชอบ การให้ส่วนบุญ การอนุโมทนา ฟังธรรม แสดงธรรม และ ทำความเห็นให้ตรง บุญกิริยาวัตถุสิบประการนี้แบ่งเป็นสามกลุ่มได้แก่ “ทาน” “ศีล” และ “ภาวนา”

   

ทาน หมายถึงการให้ทั้งสิ่งที่เป็นรูปธรรม อันได้แก่ให้ทรัพย์สิน เงินทอง ข้าวของเครื่องใช้ สิ่งก่อสร้างเพื่อสาธารณประโยชน์ ฯลฯ และ ที่เป็นนามธรรมอันได้แก่การให้ส่วนบุญ อนุโมทนา ให้ความรู้ (แสดงธรรม) และ ที่สำคัญคือการให้อภัยเรียกว่า “อภัยทาน”  

คนยากคนจนไม่มีทรัพย์สินเงินทองจะให้ใครก็ทำทานได้ เช่น การอนุโมทนาบุญ แปลว่าเห็นใครเขาทำบุญทำกุศล ทำดี หรือ ได้ดิบได้ดี ก็อนุโมทนา หรือ ยินดีปรีดากับเขาด้วย เรียกว่ามีมุทิตาจิต (หนึ่งในสี่ของพรหมวิหารธรรม) ผลที่เห็นทันตาคือทำให้ไม่เป็นคนอิจฉาตาร้อน มีความสงบเย็นไม่เป็นทุกข์     

การให้ความรู้ก็จัดว่าเป็นทานอีกอย่างหนึ่ง แต่ควรระวังว่าต้องเป็นความรู้ประเภท “สัมมาทิฐิ” จงใจเอาความไม่รู้จริงมาเผยแพร่ เช่น ชักชวนคนให้บริจาคทรัพย์โดยอ้างว่าจะได้ขึ้นสวรรค์ตามกำลังทรัพย์ (ไม่รู้ว่ารู้ได้อย่างไร) ยิ่งบริจาคมากยิ่งขึ้นสวรรค์ชั้นสูง แทนที่จะลดกิเลสกลับเพิ่มกิเลส ผิดวัตถุประสงค์ของการทำบุญที่ให้ลดความเห็นแก่ตัว ลดความตระหนี่    

ปัจจุบันผู้ประกอบการกำลังเห่อ CSR (Corporate Social Responsibility) แสดงความรับผิดชอบต่อสังคมกันยกใหญ่ ส่วนมากก็ให้ตามถนัด ตามความเคยชิน คือให้ทรัพย์สินเงินทอง ข้าวของเครื่องใช้ สิ่งก่อสร้างเพื่อสาธารณประโยชน์ ฯลฯ ที่จะให้เกียรติ์ ให้การยอมรับนับถือ ต่อสังคมนั้นหายาก เมื่อชาวบ้านพูด หรือ แสดงความคิดเห็นจึงมักไม่มีใครฟัง CSR เลยเป็นเพียงกิจกรรมที่ทำให้บริษัทดูดี แต่ไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาให้สังคม 

ศีล หมายถึงการมีปรกติเว้นจากความทุจริต เช่น มีนิจศีล หรือ ศีลห้าที่ขึ้นต้นด้วยไม่ฆ่าสัตว์ตัดชีวิต หรือ เบียดเบียนผู้อื่น ตามด้วยไม่ลักทรัพย์ หรือ เบียดบังทรัพย์ของคนอื่นมาเป็นของตน เป็นต้น การอ่อนน้อมถ่อมตน การขวนขวายในกิจการที่ชอบ ก็จัดอยู่ในหมวดของศีลด้วย  

นอกจากนี้ศีลยังเป็นส่วนของมรรคที่ประกอบด้วย สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ และ สัมมาอาชีวะ แปลว่าให้พูดดี ทำดี และ เลี้ยงชีวีชอบ นักธุรกิจมีศีลทำให้บริษัทมี CG (Good corporate governance) นักการเมืองมีศีลก็เป็นนักการเมืองที่ดี ไม่โกหกหลอกลวง ไม่คดโกง ไม่ปลุกปั่นยุยงให้แตกแยกสามัคคี คนส่วนใหญ่มีศีล ประเทศชาติก็สงบร่มเย็น  

ภาวนา หมายถึงการอบรมจิตใจให้เกิดความสงบ หรือ มีสมาธิ เรียกว่าสมถะภาวนา กับ การทำให้เกิดปัญญา รู้เท่าทันความเป็นจริงว่าสังขารทั้งหลายไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และ เป็นอนัตตา มีความเห็น ความเชื่อในสิ่งที่ถูกต้อง เช่น เชื่อกฎแห่งกรรม เป็นต้น เรียกว่าวิปัสสนาภาวนา  

ในความเป็นจริงนั้นนอกจากความไม่เที่ยงแล้วยังมี ความไม่สมบูรณ์แบบ ความไม่สมดุล ความไม่พอดี ความไม่มีของฟรี การเข้าใจ และ ยอมรับความเป็นจริงเหล่านี้จะช่วยทำให้จิตใจไม่ฟุ้งซ่าน วุ่นวาย หรือ วิตกวิจารณ์จนเกินเหตุ เมื่ออยู่ในสถานการณ์ที่ไม่พึงปรารถนา หรือ ไม่ได้อย่างใจ  

จากที่กล่าวมาทั้งหมดจะเห็นว่าการทำบุญในพระพุทธศาสนามีขอบเขตกว้างขวาง มิได้จำกัดอยู่แค่ทาน หรือ การให้ (ทั้งที่เป็นรูปธรรม และ นามธรรม) เท่านั้น แต่ยังมีรักษาศีล และ เจริญภาวนาอีกด้วย การทำบุญร่วมกันอย่างถูกต้องครบถ้วน เพื่อขจัดปัดเป่ากิเลสเครื่องเศร้าหมองออกไปจากจิตใจของทุกคน อย่างพร้อมเพียงกัน จะทำให้สังคมมีความสงบสุข ประเทศชาติเจริญรุ่งเรือง

ขอบคุณภาพจากอินเตอร์เน็ท

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s


%d bloggers like this: