“อกาลิโก” จากพุทธภูมิถึงสุวรรณภูมิ

“อกาลิโก” แปลตามตัวอักษรว่าไม่ขึ้นกับกาลเวลา ใช้เรียกสิ่งที่แม้จะเกิดมานานแต่ยังทันสมัยอยู่เสมอ เช่น หลักธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าที่มีอายุกว่าสองพันห้าร้อยปีสามารถนำมาสอนคนยุคปัจจุบันได้อย่างไม่เคอะเขิน

เพราะเรื่องที่พระพุทธองค์ทรงค้นพบ และ นำมาสอนนั้นเป็นสิ่งที่มีอยู่แล้วในธรรมชาติ ไม่ว่าจะเรื่อง “อนิจจัง” อันเป็นสามัญลักษณะของสรรพสิ่งทั้งมีชีวิต และ ไม่มีชีวิตที่ไม่สามารถรักษา หรือ กุมสภาพเดิมไว้ได้ มีเกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วดับไป เป็นธรรมดา แม้บางอย่างจะเปลี่ยนช้ามากจนดูเหมือนไม่เปลี่ยน เช่น คนนับถือพระพุทธเจ้าแกะสลักภูเขาหินเป็นพระพุทธรูปองค์ใหญ่มหึมา อยู่ยงคงกระพันมาเนิ่นนาน สุดท้ายถูกทำลายหมดสิ้นด้วยฝีมือคนไม่ชอบพระพุทธรูป บางอย่างเปลี่ยนไวมากจนดูเหมือนไม่เปลี่ยน เช่น ไฟฟ้าแสงสว่างที่เราใช้อยู่ทุกคืนวันกระพริบด้วยความถี่สูงจนสายตาคนจับไม่ทันจึงดูเหมือนไม่กระพริบ สรุปว่าไม่ช้า หรือ เร็วสุดท้ายก็ต้องเปลี่ยน (เรื่องนี้นักวิทยาศาสตร์ไม่เชื่อพระพุทธเจ้า ต่างพากันค้นหาจุดหยุดนิ่งในจักรวาลมานานแล้ว แต่ยังหาไม่พบ คงพยายามกันต่อไป)

ด้วยทรงเห็นความเป็นอนิจจังนี้เอง พระพุทธเจ้าจึงสอนเรื่องความ “ไม่ประมาท” ไว้ในหลายที่ต่างกรรมต่างวาระกัน แม้ก่อนเสด็จดับขันธ์ปรินิพพานก็ยังกล่าวเป็นปัจฉิมโอวาทว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้เราขอเตือนท่าน สังขารทั้งหลายมีความเสื่อม ความสิ้นไปเป็นธรรมดา ขอท่านจงบำเพ็ญไตรสิกขาคือ ศีล สมาธิ ปัญญา ให้บริบูรณ์ด้วยความไม่ประมาทเถิด”

อีกเรื่องหนึ่งที่ทรงค้นพบคือ “กฎแห่งกรรม” ที่ว่า ขึ้นชื่อว่า “ผล” แล้วไม่เกิดจาก “เหตุ” ไม่มี ปรากฏการณ์ธรรมชาติที่คนโบราณหาเหตุไม่ได้แล้วยกให้ผี ให้เทวดาเป็นเหตุ จนทำให้เกิดลัทธินับถือผี บูชาเทวดานั้น ถูกคนรุ่นหลังค้นพบเหตุที่มาได้ทั้งหมดทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องฟ้าแลบ ฟ้าร้อง ฟ้าผ่า ฝนตก น้ำขึ้นน้ำลง จันทรุปราคา สุริยุปราคา ฯลฯ เป็นการพิสูจน์ความมีอยู่จริงของกฎแห่งกรรม หรือ ที่คนรุ่นใหม่เรียก “กฎแห่งเหตุ และ ผล”

ด้วยการค้นพบกฎแห่งกรรมนี้เองพระพุทธองค์จึงทรงสอนให้มนุษย์รู้จัก “กำจัดเหตุ” กับ “สร้างเหตุ” เช่น ถ้ามีทุกข์ก็ต้องหาเหตุแห่งทุกข์ แล้วกำจัดเสีย หรือ ถ้าไม่ประสงค์จะมีทุกข์ก็ต้องหาเหตุที่จะทำให้ไร้ทุกข์แล้วสร้างขึ้นมา ซึ่งทั้งหมดรวมอยู่ในคำสอนเรื่อง “อริยสัจสี่” ที่ประกอบด้วย ทุกข์ สมุทัย นิโรธ และ มรรค (สมุทัยเป็นเหตุที่ต้องกำจัดเนื่องจากทำให้เกิดทุกข์ และ มรรคเป็นเหตุที่ต้องสร้างเพราะนำไปสู่สภาพที่ไม่มีทุกข์ หรือ นิโรธ)

ไม่ว่าเวลาจะผ่านมากี่ร้อยกี่พันปี ความเป็นอนิจจังของสรรพสิ่งยังอยู่ ทั้งกฎแห่งกรรมก็ยังทำหน้าที่ของมันอย่างไม่หยุดยั้ง ในขณะที่คนจำนวนมากยังตกอยู่ในความประมาท และ ไม่ตระหนักถึงการมีอยู่ของกฎแห่งกรรม (คนเกิดมากจนสอนไม่ทัน อีกทั้งผู้ที่ได้รับการคาดหวังว่าจะเป็นผู้ถ่ายทอดพระธรรมคำสอนอันประเสริฐก็พาเข้ารกเข้าพงบ่อยๆ) ปล่อยตัวปล่อยใจให้อยู่ภายใต้การบงการของ “กิเลส” มีการแสวงหาอำนาจ และ ทรัพย์สินเงินทองอย่างไม่รู้จักเหน็ดจักเหนื่อยด้วยไม่รู้จักพอ นำไปสู่การทำลายธรรมชาติสิ่งแวดล้อมอย่างกว้างขวาง จนทำให้บรรยากาศแปรปรวน รวมถึงการประพฤติปฏิบัติที่ไม่อยู่ในศีลในธรรม

ในเมืองไทยการทุจริตคอรัปชั่นเกิดขึ้นทุกวงการจนดูเหมือนเป็นเรื่องปรกติธรรมดา ทุกโครงการไม่ว่าเล็ก หรือ ใหญ่มักมีเสียงครหาเกี่ยวกับคอรัปชั่นเสมอ ตัวอย่างเช่น โครงการก่อสร้างสนามบินนานาชาติสุวรรณภูมิที่ล่ำลือกันว่ามีทุจริตในทุกส่วนตั้งแต่ฐานรากยันหลังคา ทุกขั้นตอนตั้งแต่การออกแบบ การจัดซื้อจัดจ้าง ฯลฯ บางเรื่องยังเป็นคดีความค้างอยู่ในศาลยุติธรรม

สนามบินแห่งนี้แม้เมื่อเปิดดำเนินการแล้วก็ไม่น่าเชื่อว่าผู้รับผิดชอบจะไร้ความสามารถจนถึงขั้นบริหารจัดการอาคารจอดรถไม่เป็น ต้องให้ “สัมปทาน” แก่ผู้ประกอบการภายนอก จนเกิดเรื่องเกิดราวน่าอัปยศอดสูเมื่อมีชายฉกรรจ์ชุดดำบุกเข้ายึดอาคารดังกล่าวเร็วๆนี้ ทำให้ผู้ใช้บริการเดือดร้อนกันไปทั่ว ตามด้วยการแฉกันไปแฉกันมาของผู้เกี่ยวข้อง ซึ่งคงหนีไม่พ้นมาลงที่มีการทุจริตคอรัปชั่น

เพราะด้วยเหตุฉะนี้ หลักธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าจึงใช้ได้เสมอไม่ว่าเวลาจะผ่านมาเนิ่นนานเพียงใดก็ตาม หลักธรรมทั้งหลายเหล่านั้นจัดว่าเป็น อกาลิโก

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s


%d bloggers like this: