MBA (6) – ยังไม่หมดกรรม

Entry ที่แล้วจบเร็วไปหน่อยลืมบอกไปว่าเครื่องมือค้นหาต้นเหตุในการแก้ปัญหาแบบ Corrective ที่ใช้กันอย่างแพร่หลายคือ “แผนภูมิก้างปลา” (เอามะพร้าวห้าวมาขายสวนอย่างเคย อิอิ) มีหลักการไล่เรียงเหตุที่อยู่ติดกับตัวปัญหาไปเรื่อยๆจนถึงต้นเหตุ ด้วยคำถามที่ขึ้นต้นด้วยคำว่า “ทำไม” เช่นเดียวกับคำถามคำตอบเรื่องกบปวดท้องที่ได้ยินบ่อยๆสมัยเป็นเด็ก (“ฝนเอยทำไมจึงตก จำเป็นต้องตกเพราะกบมันร้อง กบเอยทำไมจึงร้อง ที่กบต้องร้องก็เพราะท้องมันปวด ท้องเอยฯ”)

เหมือนกับที่พระพุทธเจ้าทรงสอนให้ใช้ “โยนิโสมนสิการ” (พิจารณาโดยแยบคาย) ให้เห็น “อิทัปปัจจยตา” (สภาวะ และ ความสัมพันธ์แห่งเหตุปัจจัยที่ว่า เมื่อเหตุนี้มี ผลนี้จึงมี เพราะเหตุนี้เกิดขึ้น ผลนี้จึงเกิดขึ้น เมื่อเหตุนี้ไม่มี ผลนี้จึงไม่มี เพราะเหตุนี้ดับ ผลนี้จึงดับ) ในวงจรเหตุ และ ผลที่เรียกว่า “ปฏิจจสมุปบาท” (คงต้องให้ศึกษาในรายละเอียดเพิ่มเติมกันเองนะครับ)

จุดด้อยของ Corrective คือให้ความสำคัญกับ “เป้าหมาย” มากเกินไป ไม่ใส่ใจ “กระบวนการ” กว่าจะรู้ว่ามีปัญหาก็สายไปแล้ว มีความเสียหายเกิดขึ้นแล้ว นักบริหารสมัยใหม่จึงให้ความสำคัญกับกระบวนการอย่าง “สมดุล” กับเป้าหมาย เรียก “การบริหารเชิงป้องกัน” (Proactive) อันเป็นแนวคิดที่สอดคล้องกับ “วิบาก กับ กรรม” คู่ที่สองในอริยสัจ (“นิโรธ” กับ “มรรค”) ที่แสดงเป็นนัยว่าถ้าไม่ต้องการให้มีปัญหาก็ต้องสร้างเหตุ (กระบวนการ) ที่ไม่ทำให้เกิดปัญหา ซึ่งพระพุทธเจ้าสอนให้เดิน (ปฏิบัติ) ตามมรรค

มรรคคือ “ทางสายกลาง” (มัชฌิมาปฏิปทา) เป็นเส้นทาง “หนึ่งเดียว” นำไปสู่นิโรธ (สภาพที่ไม่มีทุกข์ ไม่มีปัญหา) ทางสายนี้มีองค์ประกอบแปดประการ จึงได้ชื่อว่ามรรคมีองค์แปด แต่ชาวบ้านนิยมเรียกมรรคแปด นานเข้าเลยเข้าใจไขว้เขวเป็นมรรคมีแปดเส้นทางซึ่งไม่ถูกต้อง

องค์ประกอบทั้งแปดของมรรคแบ่งได้เป็นสามกลุ่มคือ (1) “ปัญญา” ประกอบด้วย “สัมมาทิฐิ” (ความเห็นที่ถูกต้อง) “สัมมาสังกัปปะ” (ดำริชอบ) เนื่องจากความเห็นมี “ความรู้” กับ “ความเชื่อ” เป็นพื้นฐาน พระพุทธองค์จึงสอนให้มีความรู้ที่ถูกต้องเจ็ดประการในหลักธรรมชื่อ “สัปปุริสธรรม” ประกอบด้วย รู้เหตุ รู้ผล (คือรู้งาน) รู้ตน รู้คน (คือรู้คน) รู้ประมาณ รู้กาล รู้ชุมชน (คือรู้สถานการณ์)

และ ความเชื่อที่ถูกต้องอันได้แก่เชื่อกรรม เชื่อไตรลักษณ์ รวมถึงหลักธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า ฯลฯ ที่ใช้เป็นความเชื่อพื้นฐาน ฝรั่งเรียกว่า Basic belief หรือ “Value” นั่นเอง

ดำริชอบคือปรารถนาออกจากทุกข์ (รวมถึงพาผู้อื่นออกจากทุกข์ด้วย) องค์ประกอบของมรรคข้อนี้ช่วยทำให้เกิดธุรกิจมากมาย เช่น ธุรกิจโรงพยาบาล การผลิตเวชภัณฑ์ เครื่องมือแพทย์ บุคลากรทางการแพทย์ ฯลฯ เกิดจากความปรารถนาที่จะแก้ทุกข์ให้คนเจ็บไข้ได้ป่วย เป็นต้น อีกนัยหนึ่งถ้าเป็นการดำริเพื่อเป้าหมายในอนาคตที่ยาวไกล ดำรินี้ก็คือ Vision นั่นเอง

(2) “ศีล” ประกอบด้วย “สัมมาวาจา” (พูด หรือ สื่อสารถูกต้อง) “สัมมากัมมันตะ” (ประพฤติปฏิบัติชอบ) และ “สัมมาอาชีวะ” (เลี้ยงชีวิตชอบ) การบริหารธุรกิจภายใต้ศีล จะไม่โกหกหลอกลวง ไม่คดโกง ไม่ทำผิดกฎหมาย ไม่ค้าขายสิ่งที่เป็นพิษเป็นภัยต่อสังคม ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม มีคุณธรรม เป็นสมาชิกที่ดีของสังคม ฯลฯ ศีลจึงทำให้เกิด “Good governance” อันเป็นปัจจัยที่นำไปสู่การเจริญเติบโตอย่างยั่งยืน

แค่องค์ประกอบของมรรคสองกลุ่มแรก (ปัญญา กับ ศีล) ก็มีตัวอย่างเป็นที่อ้างอิงในการบริหารสมัยใหม่ได้ไม่น้อย ถ้าว่าให้ครบจะแตกลูกแตกหลานได้มากแค่ไหน ซึ่งคงจะยาวเกินไปสำหรับ Entry นี้ เรื่องกรรมในอริยสัจสี่จึงยังไม่หมด หรือ “ยังไม่หมดกรรม” ติดตามที่เหลือตอนต่อไปครับ

ขอบคุณภาพจากอินเตอร์เน็ท

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s


%d bloggers like this: