คิดอย่างไรถึงจะไม่จน

ความยากจนเป็นปัญหาใหญ่ของผู้คนจำนวนมาก สาเหตุมีหลากหลายประการ บ้างเกิดมาจน บ้างไม่มีความรู้ ไม่มีที่ทำกิน ขาดโอกาส โชคไม่ดี สารพัดจะว่ากันไป

มีอยู่ประการหนึ่งที่ทำให้รู้สึกว่าจนตลอดเวลาคือ “ความไม่พอ” (พอดี พอกิน พออยู่ พอใช้ พอได้ พอควร พอเพียง ฯลฯ) ความไม่พอนี้เป็นแรงผลักดันให้แสวงหาอย่างไม่หยุดหย่อน บางครั้งไม่เลือกวิธีปฏิบัติ ที่หน้ามืดตามัวทำผิดกฎหมาย หรือ ศีลธรรมจรรยาก็มีตัวอย่างให้เห็นบ่อยๆ “ถ้ารู้จักพอ” เสียบ้าง คนจนจะลดจำนวนลงไปเยอะ ที่จนจริงๆอาจไม่มากเท่าไหร่

แต่ถ้ายังทำใจให้พอไม่ได้ (ก็มันทำยากนี่นา) ไม่เป็นไร ขอให้รู้จักคิด

อย่างเช่นคิดว่า “ชีวิตคือธุรกิจ” ดำเนินชีวิตคือดำเนินธุรกิจ มีทรัพย์สมบัติอะไร มากน้อยแค่ไหน อย่าปล่อยให้อยู่นิ่งเฉย หาทางเอาออกมา “ทำมาค้าขาย” (ไม่ใช่เอาออกมาขาย) ให้หมด โดยทำตามคำสอนของคนรุ่นปู่ย่าตายายที่ว่า “อย่าอายทำกิน อย่าหมิ่นเงินน้อย อย่าคอยวาสนา”

ขึ้นชื่อว่าทรัพย์แล้วใครๆก็นึกถึงแต่ที่สัมผัสได้ จับต้องได้ เช่น เงินทอง ข้าวของเครื่องใช้ ที่อยู่อาศัย เรือกสวนไร่นา ยานพาหนะ ฯลฯ ทำเป็นลืมทรัพย์ที่ใช้หาเงินอยู่เป็นประจำทุกเมื่อเชื่อวัน อันได้แก่สติปัญญา ความรู้ความสามารถ แรงกาย สุขภาพ รูปร่างหน้าตา ฯลฯ ทรัพย์เหล่านี้มักถูกนำมาใช้เพียงส่วนน้อย ปล่อยส่วนใหญ่ให้อยู่เฉยๆในรูปของศักยภาพ

ทำมาค้าขายท่านว่าต้องมีสำนึกเรื่อง “กำไรขาดทุน” แปลว่าจะทำอะไรก็ต้องมีรายรับ ไม่ใช่ทำให้เปล่าๆ หรือ ทำทิ้งทำขว้าง เท่านั้นยังไม่พอต้องดูรายจ่ายด้วย ระลึกอยู่เสมอว่าแต่ละบาทที่จ่ายออกไปต้องได้รายรับกลับมามากกว่าหนึ่งบาท (มีกำไร) หรือ อย่าให้รายจ่ายท่วมรายรับ เพราะนั่นหมายถึงขาดทุน (ยิ่งทำให้จนลงไปอีก)

คำพระท่านว่า “ผู้หมั่นย่อมหาทรัพย์ได้” ไม่อยากจนก็ต้องขยันขันแข็ง ทำสิ่งใดอยู่ทำให้มากขึ้น เอาศักยภาพ (ทรัพย์ทั้งหลายที่ยังใช้ประโยชน์ไม่เต็มที่) ออกมาใช้เพิ่มช่องทางทำมาหากินเป็นการเพิ่มแหล่งที่มาของรายรับ 

ในส่วนของรายจ่ายนั้นนอกจากต้องคิดถึงความคุ้มค่า (จ่ายเฉพาะรายการที่สร้างกำไรเป็นหลัก) แล้ว ต้องไม่ใช้จ่ายเกินตัว พวกรสนิยมสูงแต่รายได้ต่ำจะหนีความจนไม่พ้น

ตัวช่วยสำคัญที่ทำให้ความคิดนี้ได้ผลคือ “บัญชี” งบดุลเป็นบัญชีที่ช่วยให้รู้ว่ามีทรัพย์อะไรบ้าง มูลค่าเท่าใด ได้มาจากไหนอย่างไร ทรัพย์ทั้งหลายทั้งปวงที่มีนั้นเป็นส่วนของเราเองเท่าใด ของคนอื่น (กู้ยืมเขามา) เท่าใด

บัญชีกำไรขาดทุนช่วยให้รู้ว่ารายรับรายจ่ายเกิดขึ้นได้อย่างไร มากน้อยแค่ไหน สุดท้ายแล้วได้กำไร หรือ ขาดทุนเท่าใด

เห็นคำว่าบัญชีหลายคนส่ายหน้าแล้วบอกว่าปวดหัว ไม่รู้เรื่องบัญชีก็ไม่เป็นไรขอให้เอานิสัยฝรั่งมาใช้ พวกนี้เขาชอบ “จดบันทึก” อย่าไปสนใจงบดุลมันยาก เอาแค่จดบันทึกไว้ให้หมดมีทรัพย์อะไรบ้างฯ บัญชีกำไรขาดทุนก็เหมือนกัน แค่จดบันทึกว่าได้เงินมาเท่าไหร่จากกิจกรรมใด จ่ายเงินไปเท่าไหร่เพื่อกิจกรรมใด

จดบันทึกให้ละเอียดละออ ว่างๆก็มานั่งวิเคราะห์ดูซิว่าทรัพย์ใดยังว่างอยู่ ทรัพย์ใดเสื่อมโทรมต้องการบูรณะ ทรัพย์ใดใช้ได้ดี ใช้ไม่ได้ดี ฯลฯ รายรับมาจากทางใด เพิ่มช่องทางได้อีกหรือไม่ รายจ่ายรายการใดจ่ายไปแล้วได้คืนมาคุ้มไม่คุ้มอย่างไร รายการใดจ่ายอย่างไม่สมเหตุสมผล ฯลฯ  

จากแนวคิดการใช้ทรัพย์ให้คุ้มค่า คำนึงถึงกำไรขาดทุน มีการจดบันทึกเป็นตัวช่วย และ ความสามารถในการวิเคราะห์ จะนำพาให้พ้นความจนได้

สุดท้ายอะไรๆก็ทำมาหมดแล้วไม่หายจนเสียที คงต้องย้อนกลับไปดูย่อหน้าที่สอง (……”ถ้ารู้จักพอ” เสียบ้าง……)

ขอบคุณที่เข้ามาอ่าน ขอให้ไม่เจ็บไม่จนกันทุกคน มั่งมีเงินทองเมื่อไหรก็ขอให้ทำบุญทำทาน แบ่งปันให้สังคมบ้างนะครับ

มีการตอบกลับหนึ่งครั้ง to “คิดอย่างไรถึงจะไม่จน”

  1. thoth Says:

    โปรแกรมบันทึกค่าใช้จ่ายประจำวัน ออนไลน์ ฟรี
    http://www.paybook.freekrub.com
    — บันทึกแล้วไม่จน —

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s


%d bloggers like this: