พรรคการเมือง กับ บริษัทเอกชน

พรรคการเมือง กับ บริษัทเอกชนนั้นไม่เหมือนกัน

บริษัทเอกชนเขามีคนคนเดียว หรือ ไม่มากคนเป็นเจ้าของ เป้าหมายคือกำไร และ การเจริญเติบโตของกำไร เพื่อทำให้เจ้าของร่ำรวย ประชาชนจะสุข จะทุกข์ จะยากดีมีจน บริษัทไม่เกี่ยวขออย่างเดียวมีเงินมาซื้อสินค้าฉันเป็นใช้ได้ แม้เงินไม่มีจะกู้หนี้ยืมสินมาซื้อก็ไม่เป็นไร ยินดีๆ

เจ้าของบริษัทนั้นมีอำนาจเบ็ดเสร็จในการบริหารจัดการ ชี้เป็นชี้ตายได้ทุกเรื่อง คนทำงานตำแหน่งสำคัญๆในบริษัทเขาต้องคัดเลือกเอง แม้จะใช้บริการของมืออาชีพ แต่ยังไงๆก็ต้องมีลูกเมีย ญาติพี่น้อง หรือ คนใกล้ชิดเข้าไปสอดแทรกอยู่ด้วยเสมอ อ้างว่าไว้ใจได้

ถึงไว้ใจเพียงใด เจ้าของบริษัทจะไม่วางใจเสียทีเดียว การกำหนดนโยบาย และ การตัดสินใจเรื่องสำคัญๆเขามักเข้าไปมีส่วนร่วมด้วยเสมอ หรือบางทีลงมือทำเสียเอง

ต่างกับพรรคการเมืองที่มีสมาชิกจำนวนมากเป็นเจ้าของร่วมกัน การดำเนินงานของพรรคไม่ขึ้นอยู่กับใครคนใดคนหนึ่งโดยเฉพาะ มีการสร้าง และ พัฒนานักการเมืองคุณภาพอย่างเป็นระบบ ทำให้มีผู้นำจากรุ่นสู่รุ่นอย่างไม่ขาดสาย

วัตถุประสงค์หลักคือการทำให้ประชาชนอยู่เย็นเป็นสุข ประเทศชาติเจริญรุ่งเรือง มีเกียรติยศศักดิศรีบนเวทีโลก ไม่ใช่ทำเพื่อพรรค หรือ มวลหมู่สมาชิก พวกเขาให้ความสำคัญกับอนาคตอันยาวไกลอย่างสมดุลกับเรื่องราวเฉพาะหน้า

แล้วดูพรรคการเมืองที่มีมากมายในประเทศไทยซิ มีพรรคไหนบ้างทำตัวเหมือนพรรคการเมืองอย่างแท้จริง ส่วนใหญ่ทำตัวเป็นบริษัททั้งนั้น มีเจ้าของพรรคเป็นคนคนเดียว หรือ กลุ่มเดียว ตระกูลเดียว เป็นผู้มีอำนาจเบ็ดเสร็จ สืบทอดตำแหน่งหัวหน้าจากพ่อสู่ลูกสู่หลาน (ลูกโตไม่ทันให้น้อง น้องตัวเองไม่มีน้องเมียก็ยังดี ฮา) คนอื่นๆเป็นได้แค่ลูกจ้าง

แม้จะมีวัตถุประสงค์ทำเพื่อส่วนรวม แต่เป็นข้ออ้างเสียมากกว่า เพราะมีพฤติกรรมทำเพื่อตัวเอง และ พวกพ้องให้เห็นอย่างโจ่งแจ้ง เห็นหน่วยงานราชการ และ องค์การของรัฐเป็นบริษัทย่อย ส่งคนของตัว หรือ พวกวิ่งเต้นเข้าไปดำรงตำแหน่งสำคัญๆ เพื่อสอดส่ายสายตาหาผลประโยชน์เข้าพรรค (พวก) มีการพัฒนาวิธีทุจริต คอรัปชั่นให้เนียนขึ้นยากที่จะจับได้ไล่ทันตั้งแต่ระดับรากหญ้าไปจนถึงระดับนโยบาย จนเกิดศัทพ์ใหม่ “คอรัปชั่นเชิงนโยบาย”

หลายพรรคมีกิจกรรมทางการเมืองเฉพาะช่วงก่อนเลือกตั้ง แล้วก็เลือนหายไป กลับมาอีกทีเมื่อจะเลือกตั้งครั้งใหม่ หลายคนพอมีเงิน มีชื่อเสียงเข้าหน่อยก็ตั้งพรรคการเมืองเหมือนผู้ประกอบการตั้งบริษัท เมืองไทยเลยมีพรรคการเมืองประเภท SME (บริษัทขนาดกลาง และ เล็ก) มากมายยังกับดอกเห็ด เป็นพรรคที่ไม่มีศักยภาพพอในการจัดตั้งรัฐบาล (รอเสียบอย่างเดียว) ทำให้เลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา สี่สิบห้าสิบพรรคมีตัวเลือกนายกรัฐมนตรีมาเสนอให้ประชาชนเลือกเพียงสองคน

บ้านนี้เมืองนี้หานักการเมืองแท้ๆไม่ค่อยเจอ มีแต่นักอะไรต่อมิอะไร (โดยเฉพาะนักเซ็งลี้) ในคราบนักการเมืองเต็มไปหมด คนระดับนายกฯยังบอกว่า “ดิฉันเข้ามาบริหารบ้านเมือง ไม่ใช่บริหารการเมือง” (พูดอย่างนี้กลับไปทำงานบริษัทน่าจะเหมาะกว่า) บ้านเมืองเลยหาความสงบสุขไม่ได้

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s


%d bloggers like this: